Call Center: 02 1054 283 Submit Ticket
7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

จากก่อนหน้านี้ที่ภาคธุรกิจ หรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจมองเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) อย่างคลางแคลงใจว่าจะมีศักยภาพสักเท่าไรในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่จากเทรนด์ล่าสุดพบว่า ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจจะสนใจ IoT กันมากขึ้น หลาย ๆ บริษัทยังมีแผนจะพัฒนาเทคโนโลยีให้อัจฉริยะ และเข้ามาแก้ปัญหาของตลาดที่ตนเองทำธุรกิจอยู่กันมากขึ้นด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในการใช้งาน IoT ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลใจเช่นกัน นั่นก็คือประเด็นเรื่องซีเคียวริตี้ เนื่องจากมีการสำรวจพบว่า ซีเคียวริตี้ของอุปกรณ์ IoT นั้นหลาย ๆ ตัวต่ำมาก และอาจทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเจาะระบบเข้ามาได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในฐานะองค์กร สามารถป้องกันได้ดังนี้

1.กำหนดนโยบายองค์กรสำหรับ BYOD 

สำหรับบริษัทที่มีนโยบาย Bring you own device (BYOD) หรือคือการให้พนักงานนำอุปกรณ์ของตนเองมาใช้งานได้ในออฟฟิศอาจต้องระมัดระวังปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล เพราะเราไม่ทราบเลยว่า ในเครื่องของพนักงานจะมีโปรแกรมอะไรติดตั้งอยู่บ้าง ระบบการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างไร และการให้พนักงานสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรก็ย่อมแสดงว่า โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลระหว่างทางก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นแนวทางป้องกันจึงอาจเป็นการกำหนดนโยบายสำหรับพนักงานที่นำอุปกรณ์ของตนเองมาต่อเชื่อมเข้ากับระบบขององค์กรเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

2.ถ้าจะให้ปลอดภัยมากขึ้น ลองดูตั้งแต่กระบวนการการผลิต

ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ และสนใจ IoT หลายแห่งจะสนใจแนวทางการผลิตขึ้นใช้เอง เพราะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงสามารถออกแบบระบบซีเคียวริตี้ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรด้วย

3.แบ่งข้อมูลสำคัญไว้บางส่วน อย่าปล่อยให้สามารถเข้าถึงผ่าน IoT ได้ทั้งหมด

เพราะยังไม่มีใครรับประกันระบบซีเคียวริตี้ว่าจะปลอดภัยได้ 100% ดังนั้นเพื่อรักษาข้อมูลความลับขององค์กร บริษัทอาจเก็บข้อมูลสำคัญที่สุดเอาไว้ในอีกระบบ ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์ IoT แต่อย่างใด

4.ใช้ VPN เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง

VPN (Virtual Private Network) เป็นเครื่องมือด้านความปลอดภัยตัวหนึ่ง โดยทราฟฟิกที่สามารถวิ่งได้ในเน็ตเวิร์กจะต้องมาจากอุปกรณ์ที่มีการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบปลอดภัยมากขึ้น

5.อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

การจัดคอร์สอบรมพนักงานในส่วนของนักพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้พนักงานมีทักษะความเชี่ยวชาญในเครื่องมือ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรมาก แต่บางทีแค่อบรมในองค์กรเท่านั้นอาจไม่เพียงพอ บางองค์กรอาจต้องจัดอบรมให้กับพาร์ทเนอร์ หรือดีลเลอร์ในมือด้วย

6.ต้องสร้างความตระหนักในพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตว่าพฤติกรรมไหนเสี่ยงต่ออันตราย

เรามักได้ยินพนักงานในบางองค์กรที่ไม่เข้าใจนโยบายด้านซีเคียวริตี้บ่นอยู่เสมอเกี่ยวกับการตั้งพาสเวิร์ดว่าทำไมต้องยุ่งยาก ต้องมีทั้งตัวอักษร และตัวเลข หรือบางทีก็ต้องเปลี่ยนทุก ๆ สามเดือนหกเดือน แถมใช้ซ้ำเดิมก็ไม่ได้ด้วย เสียงบ่นเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรไม่สามารถจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามนโยบายด้านความปลอดภัยได้ ซึ่งองค์กรที่เผชิญปัญหานี้อยู่อาจต้องหาทางใหม่ในการสร้างจิตสำนึกของพนักงาน หรือไม่ก็อาจใช้ไม้แข็งให้ลงนามในสัญญา ว่าหากปฏิบัติตามไม่ได้และเกิดปัญหาด้านซีเคียวริตี้จะมีผลอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

สุดท้ายอาจเป็นการทำความเข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตก็เหมือนมหาสมุทร มีปั่นป่วนบ้าง และมีเงียบสงบบ้าง ส่วนเราทั้งหลายก็เป็นเพียงเรือขนาดต่าง ๆ ที่แล่นไปมาในทะเลแห่งนี้ บางครั้งก็อาจถูกจู่โจมโดยเรือโจรสลัดหรือก็คือแฮกเกอร์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มหาสมุทรแห่งนี้ก็เป็นอิสระ และไม่สามารถควบคุมได้ไม่ว่า เรา ๆ ท่าน ๆ จะมีเทคโนโลยีที่ไฮเทคสักแค่ไหนก็ตาม

ที่มา https://www.slideshare.net/mobile/Dell/ten-expert-tips-on-internet-of-things-security

 

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

เอ่ยถึงแชทบ็อท (Chatbot) คงต้องบอกว่าทุกวันนี้มันกลายเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ของธุรกิจยุคใหม่ไปแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่บนโลกออนไลน์ เพราะภายใต้การทำงานโดยอัตโนมัตินั้น มันสามารถโต้ตอบแทนเราได้ทุกที่ทุกเวลา แม้กระทั่งในเวลาที่เรากำลังนอนหลับอยู่ แชทบ็อทก็สามารถคุยแทนเรากับคนจากอีกซีกโลกหนึ่งได้

การนำแชทบ็อทเข้ามาใช้งานนั้นสามารถทำได้หลากหลาย แต่หลัก ๆ มักใช้ในการให้บริการลูกค้ากันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแพลตฟอร์ม Messaging App ส่วนมากล้วนมีแชทบ็อทให้บริการ

อีกทั้งยังมีการวิจัยโดย Facebook ระบุว่าบนแพลตฟอร์มของ Messenger นั้น มีการส่งข้อความถึงเพจธุรกิจต่าง ๆ มากกว่า 1.8 พันล้านข้อความ และ 68% ของลูกค้าชาวไทย หากได้รับคำตอบจากเพจที่ตนเองถามไปนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจจึงต้องมองหาผู้ช่วยในการตอบกลับที่รวดเร็ว

นอกจากนั้นเรายังอาจพบเห็นการใช้แชทบ็อทในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อช่วยตอบคำถามจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรอยู่บ้างเช่นกัน

ประเภทของแชทบ็อท

โดยทั่วไปแล้ว แชทบ็อทในท้องตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ แชทบ็อทแบบที่อาศัยการตั้งเงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม แชทบ็อทประเภทนี้จะพบได้ค่อนข้างบ่อย และความสามารถของมันจะไม่เยอะมากนัก  เพราะมันจะทำตามเงื่อนไขที่นักพัฒนาตั้งไว้ไปเรื่อย ๆ ถ้าคำถามจากผู้ใช้งานไม่ตรงกับเงื่อนไขที่มันถูกโปรแกรมเอาไว้ มันก็จะวนถามคำถามนั้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งในจุดนี้อาจสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ใช้งานได้ง่าย ๆ

ส่วนอีกแบบคือแชทบ็อทที่ทำงานโดย A.I. (Artificial intelligence) โดยแชทบ็อทประเภทนี้จะเก่งกว่าแบบแรก ทำงานได้หลากหลายกว่า และสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาที่ใช้โต้ตอบกับลูกค้าได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเฉพาะจึงจะปฏิบัติตามด้วย

ข้อดีของการสร้างแชทบ็อท

การนำแชทบ็อทเข้ามาใช้นั้น นอกจากจะช่วยลดงานและลดความเครียดให้กับพนักงานมนุษย์แล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้ ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ที่เข้ามาติดต่อด้วย เพราะการมีแชทบ็อทเท่ากับว่าพวกเขาได้รับการติดต่อกลับที่รวดเร็วทันใจ

อย่างไรก็ดี แชทบ็อทยังทำได้มากกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราอาจใช้แชทบ็อทรับฟีดแบ็กจากลูกค้า และตั้งค่าข้อมูลสำหรับฟีดแบ็กแต่ละแบบเอาไว้ก็ได้ เช่น ถ้าลูกค้าฟีดแบ็กกลับมาแบบที่ 1 เราอาจส่งข้อมูล A ให้ผู้บริโภคทราบ หรือถ้าลูกค้าฟีดแบ็กกลับมาเข้าข่ายแบบที่ 2 เราอาจส่งข้อมูล B ให้ผู้บริโภครายนั้น เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ สำหรับใครที่กำลังมองว่าบริษัทของตนเองน่าจะต้องการแชทบ็อทเข้ามาช่วยงานแล้วนั้น เราขอแนะนำเครื่องมือสร้างแชทบ็อทที่น่าสนใจมาฝากกันดังนี้

1. Chattypeople

Chattypeople (https://chattypeople.com/) เป็นเครื่องมือสร้างบ็อทสำหรับงาน Customer Support โดยเฉพาะ โดย Chattypeople นั้นรองรับธุรกิจได้หลายประเภท ทั้งร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร หรือจะเป็นแคมเปญการเปิดตัวสินค้า – บริการต่าง ๆ ของนักการตลาดก็ได้เช่นกัน ซึ่งแชทบ็อทตัวนี้สามารถขายของ และรับออเดอร์ได้ แถมยังทำงานร่วมกับ Stripe และ PayPal ได้ด้วย

2. MEOKAY

แชทบ็อทอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ MEOKAY (http://meokay.com/) โดยสามารถใช้งานได้ทั้งผู้ที่มีและไม่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาแชทบ็อทมาก่อนเลยเช่นกัน

3.แชทบ็อทบนแพลตฟอร์มของ Messaging App ที่ให้บริการ

นอกจากแชทบ็อทของ Third Party เหล่านี้แล้ว หากธุรกิจของคุณอยู่บนแพลตฟอร์ม Messaging App ก็อาจลองมองหาแชทบ็อทที่ระบบเตรียมไว้ให้ก็ได้ เช่น Facebook Messenger ก็มีแชทบ็อทเตรียมไว้ให้ทดลองเล่นเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้จะมีเครื่องมือและตัวช่วยมากมายสำหรับสร้างแชทบ็อทออกมาให้ใช้งานกัน แต่จุดสำคัญที่ห้ามลืมในการสร้างแชทบ็อทก็มีอยู่เช่นกัน นั่นคือ

1. อย่าลืมกำหนดชื่อให้แชทบ็อท เพื่อสร้างความโดดเด่น และแตกต่าง
2. ในการสร้างบทสนทนานั้น พยายามเลียนแบบการสนทนาของคนจริงให้มากที่สุด เพราะมันมีส่วนในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปด้วยในตัว
3. อย่าให้บ็อทพูดยาวเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ พยายามเลือกคำที่สั้น ๆ กระชับ ได้ใจความ
4. หลังจากเปิดใช้งานแล้วต้องเข้ามาปรับปรุงและพัฒนาบ็อทอย่างต่อเนื่อง

จากความสามารถของแชทบอทดังที่กล่าวมานี้ ไม่ว่าธุรกิจจะมองว่ามันคือเครื่องมือ Make Money หรือเครื่องมือลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรก็ตาม แต่อีกมุมหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ เรากำลังจะสร้างแชทบ็อทสำหรับงาน “บริการ” ซึ่งถ้าสามารถทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีได้ โอกาสในการเติบโตและมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้นก็จะตามมาเองในที่สุด

“Singapore Smart City” ชื่อนี้ได้มาเพราะ IoT หรือไม่เรามีคำตอบ

“Singapore Smart City” ชื่อนี้ได้มาเพราะ IoT หรือไม่เรามีคำตอบ

“Singapore Smart City” ชื่อนี้ได้มาเพราะ IoT หรือไม่เรามีคำตอบ

ในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าตามหน้าสื่อมักปรากฏชื่อของ “สิงคโปร์” ในฐานะประเทศที่กำลังยกระดับเมืองทั้งเมืองเข้าสู่ความเป็น Smart City อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปรากฏการณ์นี้มีตัวละครสำคัญซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสิงคโปร์ที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอย่างชัดเจน หน่วยงานด้านเทคโนโลยี และภาคการศึกษาที่เข้ามารับไม้ต่อนโยบายจากรัฐบาล ตลอดจนพลเมืองสิงคโปร์เองที่พัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ประเทศก้าวเข้าสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างสมบูรณ์
ปัจจุบัน สิงคโปร์มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่ครัวเรือนและออฟฟิศที่ได้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อ แต่ยังหมายถึงการนำเครือข่ายอัจฉริยะในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาใช้งานได้สะดวกมากขึ้นด้วย

Smart Lighting 

ยกตัวอย่างโครงการแรกคือโครงการ Smart Lighting ที่รัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจทยอยเปลี่ยนหลอดไฟถนนบนเกาะให้เป็นหลอด LED (Light Emitting Diodes) โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ. 2022 แต่ความพิเศษคือมันไม่ใช่หลอด LED ธรรมดา เนื่องจากหลอดไฟเหล่านี้สามารถควบคุมได้จากระยะไกล ภายใต้ระบบ The Remote Control and Monitoring System หรือ RCMS ซึ่งทำให้หน่วยงานต้นสังกัดสามารถทราบสถานะการทำงานของหลอดไฟเหล่านั้นได้ตลอดเวลา และช่วยให้การเปลี่ยนหลอดไฟเสีย หรือทำงานผิดปกติทำได้สะดวกมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังพบว่าหลอดไฟดังกล่าวมีอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งนานกว่าหลอดไฟธรรมดาที่ใช้อยู่ถึง 7 ปีเลยทีเดียว


นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีการดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าควบคุมหลอดไฟให้ปรับสภาพได้ตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศด้วย เช่น ปัจจุบันสามารถใช้ตรวจจับการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ได้แล้ว ทำให้หลอดไฟสามารถเปิดและปิดไฟได้อย่างเหมาะสมตามช่วงเวลา และประหยัดพลังงานให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง
ที่สำคัญ นี่ยังเป็นหัวใจสำคัญตัวหนึ่งของการสร้างเครือข่ายเซนเซอร์เพื่อการติดต่อสื่อสารระดับชาติของสิงคโปร์ และอาจมีหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสิงคโปร์ เช่น GovTech (the Government Technology Agency) นำระบบเซนเซอร์ที่ต้องการเข้ามาร่วมทดสอบโครงการ Smart Lighting ด้วย
สร้างพื้นที่สีเขียวให้ Yuhua
ในระดับครัวเรือนก็มีการนำเซนเซอร์ต่าง ๆ เข้ามาติดตั้งภายในอพาร์ทเมนต์เพื่อให้ที่พักอาศัยของชาวสิงคโปร์นั้น  “Go Smart” เช่นกัน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการใช้น้ำ ใช้ไฟ ตลอดจนปริมาณขยะแบบเรียลไทม์ ในโซน Yuhua (พื้นที่หนึ่งในเขต Jurong East) โดยในย่านนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่จะนำมาใช้ในการสร้างเมืองสีเขียว ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการขยะ แผงโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังมีฟีดแบ็กข้อมูลการใช้น้ำใช้ไฟส่งกลับไปให้ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้ทราบและหาทางประหยัดทรัพยากรให้มากขึ้นด้วย  ขณะที่ภาครัฐเอง ก็ได้ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และวางแผนพัฒนาโปรเจ็คด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อไป

EMS – ระบบดูแลผู้สูงวัย

สิงคโปร์เองก็เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาวะที่ประชากรวัยทำงานต้องออกมาแข่งขันในตลาดทุนนิยม การขาดแคลนผู้ดูแลผู้สูงวัยจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญ นั่นจึงทำให้สิงคโปร์พัฒนาระบบ Elderly Monitoring System (EMS) โดยใช้เซนเซอร์ติดไว้ตามประตู หรือพื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านคอยตรวจจับการเคลื่อนไหว และถ้าเซนเซอร์ไม่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ในเวลาที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนไปยังสมาชิกในครอบครัว หรือทีมแพทย์เพื่อให้มีการช่วยเหลือต่อไป
หรือในกรณีของคนป่วย ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์อีกต่อไป เพราะสิงคโปร์ได้มีการพัฒนาระบบ Tele-health สำหรับให้ผู้ป่วยได้พักฟื้นที่บ้านและปรึกษาแพทย์ได้จากที่บ้านแทน โดยเชื่อว่าจะสบายใจและสบายกายกว่าการเดินทางมาโรงพยาบาลนั่นเอง อีกทั้งยังได้อยู่ใกล้ ๆ กับสมาชิกในครอบครัวซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยด้วย โดยในช่วงเริ่มแรกของโปรเจ็คนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน
นอกเหนือจากพัฒนาเทคโนโลยี IoT เพื่อใช้ภายในประเทศแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีการจัด Conference ด้าน IoT อย่างยิ่งใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก เช่น งาน IoT Asia  ซึ่งแต่ละปีจะมีการนำเทคโนโลยี IoT ในด้านต่าง ๆ มาจัดแสดง ทั้ง Wearables, Smart Applications, Industrial IoT, Engineering และอื่น ๆ อีกมากมาย สอดรับกับเทรนด์โลกที่ชี้ว่า ตลาด IoT จะเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับท่านใดที่สนใจเยี่ยมชมงาน IoT Asia 2017 ซึ่งในปีนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 มีนาคมนี้ สามารถติดต่อทีมงานเพื่อร่วมเดินทางในราคาพิเศษได้แล้ว โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://alleventbiz.com/event/iot-asia-2017/
อ้างอิง :
http://www.computerworld.com.sg/tech/emerging-technology/singapore-to-get-smarter-and-more-energy-efficient-street-lights-islandwide-by-2022/
https://www.engadget.com/2016/11/03/singapore-smart-nation-smart-city/

 

เปิดพฤติกรรมคนดิจิตอล 2017

เปิดพฤติกรรมคนดิจิตอล 2017

เปิดพฤติกรรมคนดิจิตอล 2017

Hootsuite รายงานตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทะลุ 3.7 พันล้านคน พบพฤติกรรมแชร์คอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟนแซงหน้าคอมพิวเตอร์เห็นเด่นชัดในทุกภูมิภาค คาดการใช้งานโซเชียลมีเดียปีนี้อาจเข้าสู่ด้านมืดมากขึ้น
Hootsuite เครื่องมือบริหารจัดการโซเชียลมีเดียเปิดรายงานสถิติตัวใหม่ประจำปี 2017 แล้ว โดยพบว่า ยอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกล่าสุด (เดือนมกราคม 2017) อยู่ที่ 3.77 พันล้านคน หรือคิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกทั้งหมด (7.47 พันล้านคน) ขณะที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนนั้นตามมาติด ๆ ที่ 3.44 พันล้านคน หรือคิดเป็น 46 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว
โดยภาพรวมของปีที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 354 ล้านคน ส่วนโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังหนีไม่พ้น เฟซบุ๊ก (Facebook) ตามด้วยยูทูบ (YouTube) และ Qzone โซเชียลมีเดียจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งพัฒนาโดย Tencent
ขณะที่แอปพลิเคชันด้านการส่งข้อความ พบว่า Facebook Messenger และ WhatsApp ครองตำแหน่งผู้นำไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเท่ากับว่า อันดับการใช้งานแอปพลิเคชันเบอร์ต้น ๆ ของโลกนั้นตกอยู่ในกำมือของเฟซบุ๊กทั้งสิ้น
แต่เมื่อเอ่ยถึงการแชร์คอนเทนต์แล้วพบว่า อุปกรณ์สื่อสารอย่างสมาร์ทโฟนคือช่องทางหลักของการแชร์ข้อมูลข่าวสาร หรือคิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของการแชร์ข้อมูลทั้งหมด ขณะที่การแชร์ข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปนั้นตามมาเป็นอันดับสองที่ 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 20 เปอร์เซ็นต์ด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า เทรนด์ในการแชร์ข้อมูลนั้น ปัจจุบันย้ายมาสู่สมาร์ทโฟนแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

อีคอมเมิร์ซมาแรง

ภาพรวมของวงการอีคอมเมิร์ซเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายจับตา โดยในปี 2016 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซนั้นพบว่า ทะลุ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปได้อย่างขาดลอย จากจำนวนผู้จับจ่ายใช้สอย 1.61 พันล้านคน หรือคิดเป็นการใช้จ่ายที่ 1,189 เหรียญสหรัฐต่อคนเลยทีเดียว
ขณะที่ภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ติมอร์ และเวียดนาม พบว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชากรใน 11 ประเทศนั้นมีการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนแซงหน้าคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปแล้วทั้งสิ้น ทั้งการค้นหาข้อมูล การเช็คอีเมล การเล่นโซเชียลมีเดีย การซื้อขายสินค้า หรือแม้กระทั่งการดูภาพยนตร์หรือฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง
ขณะที่ประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น 46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรูปแบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น อุปกรณ์หลักคือโมบายล์โฟน (96%) ตามมาด้วยสมาร์ทโฟน (70%) คอมพิวเตอร์เดสก์ทอป (26%) และแท็บเล็ต (11%)
สำหรับการใช้งานเฉลี่ยต่อวันนั้น พบว่าคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 49 นาทีบนอุปกรณ์ประเภทคอมพิวเตอร์ – โน้ตบุ๊ก ส่วนการใช้งานบนสมาร์ทโฟนนั้นอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 14 นาที แถมยังพบว่าคนไทยเล่นโซเชียลมีเดียเฉลี่ยบนทุกอุปกรณ์เฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง 48 นาที

เทรนด์การใช้งานสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย 2017

จากในปี 2016 ที่ผ่านมา ยอด View คอนเทนต์ประเภทคลิปวิดีโอที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีอาจทำให้หลายคนมองว่าเทรนด์ดังกล่าวนี้จะเติบโตต่อเนื่องมาถึงปี 2017 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่า เทรนด์การใช้จ่ายบนสมาร์ทโฟนกลับถูกจับตามองมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นสองเดือนที่มีผู้ให้บริการ e-Money เข้ามาเปิดให้บริการในไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Samsung Pay, mVisa ฯลฯ รวมถึงแบรนด์ e-Commerce จากเกาหลี “11street” ที่ประกาศบุกตลาดไทยกับเขาด้วยเช่นกัน
ตัวเลขดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของ e-Commerce กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังบูมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพร้อมด้านเทคโนโลยี และการเปิดตัวแอปพลิเคชันประเภท e-Wallet ที่มีมากขึ้นในภูมิภาคดังกล่าว
อย่างไรก็ดี เมื่อหันมาดูในเรื่องการค้นหาสินค้าและบริการ ก็พบว่า เสิร์ชเอนจินอย่างกูเกิลก็ยังเป็นช่องทางหลักในการค้นหาสินค้าหรือบริการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ แต่ในกลุ่มผู้ซื้อเจนวาย หรือเจน Z นั้นพบว่าเริ่มค้นหาสินค้าและบริการผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นแล้วเช่นกัน
แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ Hootsuite คาดการณ์ว่า เทรนด์การใช้งานโซเชียลมีเดียในปี 2017 จะเริ่มเข้าสู่ด้านมืดมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ และมอนิเตอร์หน้าเพจต่าง ๆ ของตนเองให้เข้มข้นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อป้องกันการโจมตีแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง