Call Center: 02 1054 283 Submit Ticket
7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

จากก่อนหน้านี้ที่ภาคธุรกิจ หรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจมองเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) อย่างคลางแคลงใจว่าจะมีศักยภาพสักเท่าไรในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่จากเทรนด์ล่าสุดพบว่า ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจจะสนใจ IoT กันมากขึ้น หลาย ๆ บริษัทยังมีแผนจะพัฒนาเทคโนโลยีให้อัจฉริยะ และเข้ามาแก้ปัญหาของตลาดที่ตนเองทำธุรกิจอยู่กันมากขึ้นด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในการใช้งาน IoT ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลใจเช่นกัน นั่นก็คือประเด็นเรื่องซีเคียวริตี้ เนื่องจากมีการสำรวจพบว่า ซีเคียวริตี้ของอุปกรณ์ IoT นั้นหลาย ๆ ตัวต่ำมาก และอาจทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเจาะระบบเข้ามาได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในฐานะองค์กร สามารถป้องกันได้ดังนี้

1.กำหนดนโยบายองค์กรสำหรับ BYOD 

สำหรับบริษัทที่มีนโยบาย Bring you own device (BYOD) หรือคือการให้พนักงานนำอุปกรณ์ของตนเองมาใช้งานได้ในออฟฟิศอาจต้องระมัดระวังปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล เพราะเราไม่ทราบเลยว่า ในเครื่องของพนักงานจะมีโปรแกรมอะไรติดตั้งอยู่บ้าง ระบบการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างไร และการให้พนักงานสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรก็ย่อมแสดงว่า โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลระหว่างทางก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นแนวทางป้องกันจึงอาจเป็นการกำหนดนโยบายสำหรับพนักงานที่นำอุปกรณ์ของตนเองมาต่อเชื่อมเข้ากับระบบขององค์กรเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

2.ถ้าจะให้ปลอดภัยมากขึ้น ลองดูตั้งแต่กระบวนการการผลิต

ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ และสนใจ IoT หลายแห่งจะสนใจแนวทางการผลิตขึ้นใช้เอง เพราะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงสามารถออกแบบระบบซีเคียวริตี้ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรด้วย

3.แบ่งข้อมูลสำคัญไว้บางส่วน อย่าปล่อยให้สามารถเข้าถึงผ่าน IoT ได้ทั้งหมด

เพราะยังไม่มีใครรับประกันระบบซีเคียวริตี้ว่าจะปลอดภัยได้ 100% ดังนั้นเพื่อรักษาข้อมูลความลับขององค์กร บริษัทอาจเก็บข้อมูลสำคัญที่สุดเอาไว้ในอีกระบบ ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์ IoT แต่อย่างใด

4.ใช้ VPN เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง

VPN (Virtual Private Network) เป็นเครื่องมือด้านความปลอดภัยตัวหนึ่ง โดยทราฟฟิกที่สามารถวิ่งได้ในเน็ตเวิร์กจะต้องมาจากอุปกรณ์ที่มีการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบปลอดภัยมากขึ้น

5.อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

การจัดคอร์สอบรมพนักงานในส่วนของนักพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้พนักงานมีทักษะความเชี่ยวชาญในเครื่องมือ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรมาก แต่บางทีแค่อบรมในองค์กรเท่านั้นอาจไม่เพียงพอ บางองค์กรอาจต้องจัดอบรมให้กับพาร์ทเนอร์ หรือดีลเลอร์ในมือด้วย

6.ต้องสร้างความตระหนักในพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตว่าพฤติกรรมไหนเสี่ยงต่ออันตราย

เรามักได้ยินพนักงานในบางองค์กรที่ไม่เข้าใจนโยบายด้านซีเคียวริตี้บ่นอยู่เสมอเกี่ยวกับการตั้งพาสเวิร์ดว่าทำไมต้องยุ่งยาก ต้องมีทั้งตัวอักษร และตัวเลข หรือบางทีก็ต้องเปลี่ยนทุก ๆ สามเดือนหกเดือน แถมใช้ซ้ำเดิมก็ไม่ได้ด้วย เสียงบ่นเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรไม่สามารถจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามนโยบายด้านความปลอดภัยได้ ซึ่งองค์กรที่เผชิญปัญหานี้อยู่อาจต้องหาทางใหม่ในการสร้างจิตสำนึกของพนักงาน หรือไม่ก็อาจใช้ไม้แข็งให้ลงนามในสัญญา ว่าหากปฏิบัติตามไม่ได้และเกิดปัญหาด้านซีเคียวริตี้จะมีผลอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

สุดท้ายอาจเป็นการทำความเข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตก็เหมือนมหาสมุทร มีปั่นป่วนบ้าง และมีเงียบสงบบ้าง ส่วนเราทั้งหลายก็เป็นเพียงเรือขนาดต่าง ๆ ที่แล่นไปมาในทะเลแห่งนี้ บางครั้งก็อาจถูกจู่โจมโดยเรือโจรสลัดหรือก็คือแฮกเกอร์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มหาสมุทรแห่งนี้ก็เป็นอิสระ และไม่สามารถควบคุมได้ไม่ว่า เรา ๆ ท่าน ๆ จะมีเทคโนโลยีที่ไฮเทคสักแค่ไหนก็ตาม

ที่มา https://www.slideshare.net/mobile/Dell/ten-expert-tips-on-internet-of-things-security

 

เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

เปิดกรณีศึกษา “RideAustin” บริการ Ride-Sharing ที่อาจเหนือกว่า อูเบอร์ – แท็กซี่

ปัญหาแท็กซี่ในเมืองไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่มีคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แถมไม่จำกัดแค่คนไทยด้วยกันเอง หากแต่ชาวต่างชาติที่เป็นแขกบ้านแขกเมืองต่างก็โดนพิษแท็กซี่เล่นงานกันในหลายรูปแบบ จนกลายเป็นหนึ่งใน Amazing Thailand ไปแล้วในปัจจุบัน

ล่าสุดเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบกที่ลงมาเรียกรถแท็กซี่ด้วยตนเองแต่ถูกปฏิเสธถึง 21 คัน ซึ่งเมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ออกมาเรียกร้องให้มีการหยิบยกบริการ Ride-Sharing อย่างอูเบอร์ (Uber) ขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย และวิ่งแข่งกับบริการแท็กซี่กันไปเลย

อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ของอูเบอร์ในไทยอาจแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา เพราะในสหรัฐอเมริกานั้น ในสายตาของนักลงทุน อูเบอร์ยังเป็นกิจการที่ไม่สามารถ ทำกำไรได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะมีกำไรกับเขาเสียที

ดยปัจจัยที่ทำให้อูเบอร์ยังติดแหง็กอยู่กับการ ขาดทุนนี้มาจากปัญหาด้านการแข่งขัน อูเบอร์ในตอนนี้ไม่สามารถขึ้นราคาได้ เพราะมีคู่แข่งอย่าง Lyft ขวางคออยู่ในสหรัฐอเมริกา เมืื่อขึ้นราคาไม่ได้ ผลตอบแทนก็อาจไม่ดีมากนัก นั่นทำให้อูเบอร์ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่จะสามารถดึงดูดให้คนมาขับได้มากอย่างที่ใจต้องการ  (ไม่นับรวมปัญหาด้านแอปพลิเคชันที่ยังต้องพึ่งพาข้อมูลจาก Third Party หลาย ๆ เจ้าความหวังของอูเบอร์อาจมีเพียงหนึ่งเดียวคือยอมขาดทุนไปก่อนจนกว่าระบบแท็กซี่แบบเดิมจะล่มสลาย จากนั้นจึงค่อยขึ้นราคา

แต่ล่าสุดในงาน SXSW 2017 (South by Southwest Conference & Festival) งานที่รวมพลคนจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพลง เทคโนโลยีฯ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองออสติน รัสเท็กซัส ระหว่างวันที่ 10 – 19 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ก็ได้ทำให้ชื่อของบริการ Ride-Sharing อีกตัวหนึ่งของทางเมือง โดดเด่นขึ้นมาเทียบชั้นอูเบอร์ นั่นก็คือ RideAustin

RideAustin เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรผู้ให้บริการ Ride-Sharing (ที่ทางชุมชนเมืองออสตินร่วมกันพัฒนาขึ้น) โดยแอปพลิเคชันนี้กล่าวได้ว่าคล้ายกับอูเบอร์มาก ยกเว้นอย่างเดียวคือเรื่องของแผนธุรกิจที่ต่างออกไป

ผู้ก่อตั้ง RideAustin คือสองผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง Joe Liemandt และ Andy Tryba ซึ่งทั้งคู่เป็นชาวเมืองออสติน แนวคิดของพวกเขาคือมองว่า บริการ Ride-Sharing ควรจะเป็นบริการที่สามารถสนับสนุนเมืองได้ ไม่ใช่เป็นนักลงทุนจากต่างเมืองที่มาแต่ตัว แต่ไม่คิดจะลงทุนเรื่องรถ หรือคนขับแบบที่อูเบอร์ กับ Lyft กำลังทำอยู่

ความพิเศษของเมืองออสตินและ RideAustin ก็คือ พวกเขาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ชาวเมืองมีการร่วมกันบริจาคเงินบางส่วนให้กับ RideAustin เพื่อให้มันเติบโต และเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งของพวกเขา รวมถึงได้มีการออกกฎห้ามไม่ให้บริการอย่างอูเบอร์ และ Lyft กลับเข้ามาดำเนินธุรกิจในเมืองดังกล่าว ซึ่งทำให้ RideAustin เป็นบริการที่ Ride-Sharing ที่มีเพียงเจ้าเดียวในเมือง และเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

ความพิเศษที่แตกต่างจากอูเบอร์คือ RideAustin มีค่าตอบแทนที่ดี ระบบจะชาร์จส่วนบวกเพิ่ม 2 เหรียญสหรัฐเป็นค่าธรรมเนียมเพื่อให้คนขับ นอกเหนือจากทิป ซึ่งเป็นโมเดลที่อูเบอร์ไม่สามารถทำได้ การเลือกแนวทางดังกล่าวทำให้คนขับมีรายได้ที่ดีพอที่จะภูมิใจกับอาชีพของตนเอง

ในทางกลับกัน RideAustin ก็สร้างประโยชน์ตอบแทนเมืองออสตินด้วยเช่นกัน โดยหากผู้โดยสารเป็นคนชราที่มีรายได้น้อย หรือคนพิการ ก็จะมีส่วนลดพิเศษให้ หรือบางโอกาสอาจให้โดยสารฟรีเลยด้วย

นอกจากนี้ การขึ้น RideAustin ผู้โดยสารจะต้องให้คะแนนกับบริการนี้ด้วย โดยจะมีเช็คบ็อกซ์ให้ติ๊กหลายกล่อง ยกตัวอย่างคำถามเช่น บริการมีประสิทธิภาพไหม ราคาเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับแท็กซี่ทั่วไป ค่าตอบแทนสำหรับคนขับยุติธรรมไหม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงงาน SXSW ก็ถือเป็นการทดสอบระบบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งสำหรับ RideAustin เช่นกัน เพราะด้วยจำนวนคนมาเยี่ยมชมงานที่ค่อนข้างมาก ทำให้แอปพลิเคชันรองรับไม่ไหวและปิดตัวลงไปหนหนึ่ง และทางผู้ก่อตั้ง RideAustin ก็ออกมาขอโทษและบอกว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งก็สามารถทำได้ตามที่สัญญา

น่าสนใจว่า หากเมืองอื่น ๆ ทั่วโลกสนใจและนำโมเดลนี้ไปทดลองใช้กันบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับโลกของธุรกิจ Ride-Sharing โดยเฉพาะกับสตาร์ทอัปมูลค่า 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่าง อูเบอร์

แหล่งอ้างอิง http://www.rideaustin.com/

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

มาสร้างแชทบอทกันเถอะ

เอ่ยถึงแชทบ็อท (Chatbot) คงต้องบอกว่าทุกวันนี้มันกลายเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ของธุรกิจยุคใหม่ไปแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่บนโลกออนไลน์ เพราะภายใต้การทำงานโดยอัตโนมัตินั้น มันสามารถโต้ตอบแทนเราได้ทุกที่ทุกเวลา แม้กระทั่งในเวลาที่เรากำลังนอนหลับอยู่ แชทบ็อทก็สามารถคุยแทนเรากับคนจากอีกซีกโลกหนึ่งได้

การนำแชทบ็อทเข้ามาใช้งานนั้นสามารถทำได้หลากหลาย แต่หลัก ๆ มักใช้ในการให้บริการลูกค้ากันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแพลตฟอร์ม Messaging App ส่วนมากล้วนมีแชทบ็อทให้บริการ

อีกทั้งยังมีการวิจัยโดย Facebook ระบุว่าบนแพลตฟอร์มของ Messenger นั้น มีการส่งข้อความถึงเพจธุรกิจต่าง ๆ มากกว่า 1.8 พันล้านข้อความ และ 68% ของลูกค้าชาวไทย หากได้รับคำตอบจากเพจที่ตนเองถามไปนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจจึงต้องมองหาผู้ช่วยในการตอบกลับที่รวดเร็ว

นอกจากนั้นเรายังอาจพบเห็นการใช้แชทบ็อทในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อช่วยตอบคำถามจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรอยู่บ้างเช่นกัน

ประเภทของแชทบ็อท

โดยทั่วไปแล้ว แชทบ็อทในท้องตลาดสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ แชทบ็อทแบบที่อาศัยการตั้งเงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม แชทบ็อทประเภทนี้จะพบได้ค่อนข้างบ่อย และความสามารถของมันจะไม่เยอะมากนัก  เพราะมันจะทำตามเงื่อนไขที่นักพัฒนาตั้งไว้ไปเรื่อย ๆ ถ้าคำถามจากผู้ใช้งานไม่ตรงกับเงื่อนไขที่มันถูกโปรแกรมเอาไว้ มันก็จะวนถามคำถามนั้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งในจุดนี้อาจสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ใช้งานได้ง่าย ๆ

ส่วนอีกแบบคือแชทบ็อทที่ทำงานโดย A.I. (Artificial intelligence) โดยแชทบ็อทประเภทนี้จะเก่งกว่าแบบแรก ทำงานได้หลากหลายกว่า และสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาที่ใช้โต้ตอบกับลูกค้าได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเฉพาะจึงจะปฏิบัติตามด้วย

ข้อดีของการสร้างแชทบ็อท

การนำแชทบ็อทเข้ามาใช้นั้น นอกจากจะช่วยลดงานและลดความเครียดให้กับพนักงานมนุษย์แล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้ ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้ที่เข้ามาติดต่อด้วย เพราะการมีแชทบ็อทเท่ากับว่าพวกเขาได้รับการติดต่อกลับที่รวดเร็วทันใจ

อย่างไรก็ดี แชทบ็อทยังทำได้มากกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราอาจใช้แชทบ็อทรับฟีดแบ็กจากลูกค้า และตั้งค่าข้อมูลสำหรับฟีดแบ็กแต่ละแบบเอาไว้ก็ได้ เช่น ถ้าลูกค้าฟีดแบ็กกลับมาแบบที่ 1 เราอาจส่งข้อมูล A ให้ผู้บริโภคทราบ หรือถ้าลูกค้าฟีดแบ็กกลับมาเข้าข่ายแบบที่ 2 เราอาจส่งข้อมูล B ให้ผู้บริโภครายนั้น เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ สำหรับใครที่กำลังมองว่าบริษัทของตนเองน่าจะต้องการแชทบ็อทเข้ามาช่วยงานแล้วนั้น เราขอแนะนำเครื่องมือสร้างแชทบ็อทที่น่าสนใจมาฝากกันดังนี้

1. Chattypeople

Chattypeople (https://chattypeople.com/) เป็นเครื่องมือสร้างบ็อทสำหรับงาน Customer Support โดยเฉพาะ โดย Chattypeople นั้นรองรับธุรกิจได้หลายประเภท ทั้งร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร หรือจะเป็นแคมเปญการเปิดตัวสินค้า – บริการต่าง ๆ ของนักการตลาดก็ได้เช่นกัน ซึ่งแชทบ็อทตัวนี้สามารถขายของ และรับออเดอร์ได้ แถมยังทำงานร่วมกับ Stripe และ PayPal ได้ด้วย

2. MEOKAY

แชทบ็อทอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ MEOKAY (http://meokay.com/) โดยสามารถใช้งานได้ทั้งผู้ที่มีและไม่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาแชทบ็อทมาก่อนเลยเช่นกัน

3.แชทบ็อทบนแพลตฟอร์มของ Messaging App ที่ให้บริการ

นอกจากแชทบ็อทของ Third Party เหล่านี้แล้ว หากธุรกิจของคุณอยู่บนแพลตฟอร์ม Messaging App ก็อาจลองมองหาแชทบ็อทที่ระบบเตรียมไว้ให้ก็ได้ เช่น Facebook Messenger ก็มีแชทบ็อทเตรียมไว้ให้ทดลองเล่นเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้จะมีเครื่องมือและตัวช่วยมากมายสำหรับสร้างแชทบ็อทออกมาให้ใช้งานกัน แต่จุดสำคัญที่ห้ามลืมในการสร้างแชทบ็อทก็มีอยู่เช่นกัน นั่นคือ

1. อย่าลืมกำหนดชื่อให้แชทบ็อท เพื่อสร้างความโดดเด่น และแตกต่าง
2. ในการสร้างบทสนทนานั้น พยายามเลียนแบบการสนทนาของคนจริงให้มากที่สุด เพราะมันมีส่วนในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปด้วยในตัว
3. อย่าให้บ็อทพูดยาวเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ พยายามเลือกคำที่สั้น ๆ กระชับ ได้ใจความ
4. หลังจากเปิดใช้งานแล้วต้องเข้ามาปรับปรุงและพัฒนาบ็อทอย่างต่อเนื่อง

จากความสามารถของแชทบอทดังที่กล่าวมานี้ ไม่ว่าธุรกิจจะมองว่ามันคือเครื่องมือ Make Money หรือเครื่องมือลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรก็ตาม แต่อีกมุมหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ เรากำลังจะสร้างแชทบ็อทสำหรับงาน “บริการ” ซึ่งถ้าสามารถทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีได้ โอกาสในการเติบโตและมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้นก็จะตามมาเองในที่สุด