Call Center: 02 1054 283 Submit Ticket
7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

7 คำแนะนำก่อนปรับใช้ IoT อย่างปลอดภัยในบริษัท

จากก่อนหน้านี้ที่ภาคธุรกิจ หรือองค์กรขนาดใหญ่ อาจมองเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) อย่างคลางแคลงใจว่าจะมีศักยภาพสักเท่าไรในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่จากเทรนด์ล่าสุดพบว่า ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจจะสนใจ IoT กันมากขึ้น หลาย ๆ บริษัทยังมีแผนจะพัฒนาเทคโนโลยีให้อัจฉริยะ และเข้ามาแก้ปัญหาของตลาดที่ตนเองทำธุรกิจอยู่กันมากขึ้นด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในการใช้งาน IoT ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลใจเช่นกัน นั่นก็คือประเด็นเรื่องซีเคียวริตี้ เนื่องจากมีการสำรวจพบว่า ซีเคียวริตี้ของอุปกรณ์ IoT นั้นหลาย ๆ ตัวต่ำมาก และอาจทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเจาะระบบเข้ามาได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในฐานะองค์กร สามารถป้องกันได้ดังนี้

1.กำหนดนโยบายองค์กรสำหรับ BYOD 

สำหรับบริษัทที่มีนโยบาย Bring you own device (BYOD) หรือคือการให้พนักงานนำอุปกรณ์ของตนเองมาใช้งานได้ในออฟฟิศอาจต้องระมัดระวังปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล เพราะเราไม่ทราบเลยว่า ในเครื่องของพนักงานจะมีโปรแกรมอะไรติดตั้งอยู่บ้าง ระบบการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างไร และการให้พนักงานสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรก็ย่อมแสดงว่า โอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลระหว่างทางก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นแนวทางป้องกันจึงอาจเป็นการกำหนดนโยบายสำหรับพนักงานที่นำอุปกรณ์ของตนเองมาต่อเชื่อมเข้ากับระบบขององค์กรเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

2.ถ้าจะให้ปลอดภัยมากขึ้น ลองดูตั้งแต่กระบวนการการผลิต

ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ และสนใจ IoT หลายแห่งจะสนใจแนวทางการผลิตขึ้นใช้เอง เพราะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงสามารถออกแบบระบบซีเคียวริตี้ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรด้วย

3.แบ่งข้อมูลสำคัญไว้บางส่วน อย่าปล่อยให้สามารถเข้าถึงผ่าน IoT ได้ทั้งหมด

เพราะยังไม่มีใครรับประกันระบบซีเคียวริตี้ว่าจะปลอดภัยได้ 100% ดังนั้นเพื่อรักษาข้อมูลความลับขององค์กร บริษัทอาจเก็บข้อมูลสำคัญที่สุดเอาไว้ในอีกระบบ ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์ IoT แต่อย่างใด

4.ใช้ VPN เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง

VPN (Virtual Private Network) เป็นเครื่องมือด้านความปลอดภัยตัวหนึ่ง โดยทราฟฟิกที่สามารถวิ่งได้ในเน็ตเวิร์กจะต้องมาจากอุปกรณ์ที่มีการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบปลอดภัยมากขึ้น

5.อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

การจัดคอร์สอบรมพนักงานในส่วนของนักพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้พนักงานมีทักษะความเชี่ยวชาญในเครื่องมือ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรมาก แต่บางทีแค่อบรมในองค์กรเท่านั้นอาจไม่เพียงพอ บางองค์กรอาจต้องจัดอบรมให้กับพาร์ทเนอร์ หรือดีลเลอร์ในมือด้วย

6.ต้องสร้างความตระหนักในพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตว่าพฤติกรรมไหนเสี่ยงต่ออันตราย

เรามักได้ยินพนักงานในบางองค์กรที่ไม่เข้าใจนโยบายด้านซีเคียวริตี้บ่นอยู่เสมอเกี่ยวกับการตั้งพาสเวิร์ดว่าทำไมต้องยุ่งยาก ต้องมีทั้งตัวอักษร และตัวเลข หรือบางทีก็ต้องเปลี่ยนทุก ๆ สามเดือนหกเดือน แถมใช้ซ้ำเดิมก็ไม่ได้ด้วย เสียงบ่นเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรไม่สามารถจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามนโยบายด้านความปลอดภัยได้ ซึ่งองค์กรที่เผชิญปัญหานี้อยู่อาจต้องหาทางใหม่ในการสร้างจิตสำนึกของพนักงาน หรือไม่ก็อาจใช้ไม้แข็งให้ลงนามในสัญญา ว่าหากปฏิบัติตามไม่ได้และเกิดปัญหาด้านซีเคียวริตี้จะมีผลอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง

สุดท้ายอาจเป็นการทำความเข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตก็เหมือนมหาสมุทร มีปั่นป่วนบ้าง และมีเงียบสงบบ้าง ส่วนเราทั้งหลายก็เป็นเพียงเรือขนาดต่าง ๆ ที่แล่นไปมาในทะเลแห่งนี้ บางครั้งก็อาจถูกจู่โจมโดยเรือโจรสลัดหรือก็คือแฮกเกอร์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มหาสมุทรแห่งนี้ก็เป็นอิสระ และไม่สามารถควบคุมได้ไม่ว่า เรา ๆ ท่าน ๆ จะมีเทคโนโลยีที่ไฮเทคสักแค่ไหนก็ตาม

ที่มา https://www.slideshare.net/mobile/Dell/ten-expert-tips-on-internet-of-things-security

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (2)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (2)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (2)

ความเดิมตอนที่แล้ว เป็นเรื่องของการทำ Digital Transformation ที่มีทั้งมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญ รวมถึงตัวเลขผลวิจัยต่าง ๆ เป็นเทรนด์ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันแล้ว มาในตอนสอง เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ว่า เราจะเริ่มทำ Digital Transformation กันอย่างไรได้บ้าง

โดยเราขอเริ่มจากรูปร่างหน้าตาขององค์กรหลังจากทำ Digital Transformation แล้วว่าอาจเปลี่ยนไปโดยมีลักษณะพิเศษ 4 ประการดังต่อไปนี้

1.การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย “Live Data”

แน่นอนว่าทุก ๆ องค์กรเห็นความสำคัญของข้อมูล แต่ในยุคนี้ใครที่มีข้อมูลที่รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ย่อมได้เปรียบกว่าในการตัดสินใจ ซึ่งการทำ Digital Transformation นั้นองค์กรควรคาดหวังว่าจะได้ข้อมูลในระดับ Live Data มาครอบครอง

2.เป็นองค์กรที่ทำงานแบบ On-Demand ได้

การทำงานแบบ On-Demand คืองานแบบ Anywhere Anytime ของจริง ซึ่งเครื่องมือที่จะเข้ามาทำให้เกิดขึ้น ได้ก็มีพร้อมแล้ว นั่นคือ Mobile Technology และคลาวด์ แต่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องแลกด้วยการไม่สามารถ ปิดโทรศัพท์หลังเลิกงาน 5 โมงเย็นได้ตลอดไป

3.เป็นองค์กรที่คิดแบบดิจิตอล

ในจุดนี้องค์กรอาจต้องเลิกมองรายงานกระดาษ เลิกการตอกบัตร  หรือการประชุมที่เสมือนเป็นพิธีกรรม บางอย่างให้พนักงานต้องมานั่งรวมกันในห้องประชุม  แต่หันมามองเทคโนโลยีดิจิตอลรอบตัวแทนว่า จะจับเทคโนโลยีใดมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานได้บ้าง ที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

4.เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

นั่นคือมีการลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัย และมีการกำหนดนโยบายด้านการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานที่ชัดเจน

ส่วนรูปแบบการดำเนินการนั้น แน่นอนว่าก่อนอื่นต้องคิดถึงเป้าหมายขององค์กรก่อน ว่า ทำไมถึงจะเริ่มทำ Digital Transformation ซึ่งเป้าหมายหลัก ๆ ขององค์กรนั้นอาจมีได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น

– เพื่อเพิ่มรายได้ และความสามารถในการแข่งขันให้องค์กร

– เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์เชิงบวกและรู้สึกพึงพอใจกับบริการของบริษัท

– เพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ

– เพื่อเพิ่มช่องทางการขายในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย

– เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน

– เพื่อลดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ

หากองค์กรยังไม่มีแนวคิดเรื่องการทำ Digital Transformation เลยก็อาจพิจารณาจากตัวเลือกข้างต้นก็ได้ ซึ่งในขั้นตอนของการลงมือเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนเชื่อว่า หากองค์กรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ย่อมสามารถก้าวผ่านการทำ Digital Transformation ได้อย่างแน่นอน แต่เพื่อความไม่ประมาท เรามี 8 ความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นระหว่างการทำ Digital Transformation มาฝากกันด้วย เพื่อที่หลาย ๆ คนจะได้ไม่ตกหลุมพรางเหล่านี้ นั่นคือ

1.ไม่สามารถร่วมมือกับคู่แข่งได้

บางครั้ง คู่แข่งของเรามีเทคโนโลยีที่เราต้องการ ซึ่งถ้าเราไม่รีบเร่ง หรือเรามีเงินมากพอ ก็จ้างคนเก่ง ๆ มาพัฒนาเองต่อไป (แต่อาจไม่ทันต่อความต้องการในการแข่งขันและถูก Disrupt ไปก่อน)

2.ไม่เข้าใจความต้องการของลูกค้า

หลายบริษัทบอกว่าตนเองทำ Digital Transformation แต่ถึงทำมาแล้วก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ

3.พนักงานขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี

การทำ Digital Transformation มักเกิดขึ้นจากการนำของผู้บริหาร แต่ในการทำงานจริง ผู้บริหารมักอยู่ข้างนอกออฟฟิศมากกว่า ดังนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์ใด ๆ ที่ต้องตัดสินใจอย่างฉับพลัน การไม่มีพนักงานที่เข้าใจเรื่องของเทคโนโลยีอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

4.โดนพนักงานต่อต้าน

เพราะบางทีนั้นความเปลี่ยนแปลงได้ไปกระทบกับ comfort zone ของพนักงานเข้าอย่างจัง หรือมีผลทำให้โบนัส ลักษณะงานที่พวกเขาทำนั้นเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ให้ความร่วมมือที่จะเปลี่ยนแปลง

5.โดนวัฒนธรรมองค์กรเล่นงาน

องค์กรขนาดใหญ่เปลี่ยนแปลงยากเพราะมีหลายคนที่ยึดกับวัฒนธรรมองค์กรที่ทำได้ผลเมื่อร้อยปีก่อน  แต่ไม่ใช่สำหรับการแข่งขันในโลกปัจจุบัน

6.เจอ Digital Iceberg

ความหมายคือเปลี่ยนจริง แต่เปลี่ยนแค่บางส่วน เช่นบางองค์กรอาจเปลี่ยนแค่ส่วนที่ต้องติดต่อกับลูกค้า และยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่ได้เปลี่ยน ซึ่งส่วนที่ไม่ได้เปลี่ยนนี้จะสร้างปัญหาให้กับส่วนที่เปลี่ยนแล้วอย่างแน่นอนในอนาคต

7.ขาดความชัดเจน

ว่าจะเปลี่ยนไปจนถึงระดับใด เพราะบางทีการที่องค์กรไม่ได้กำหนดเอาไว้ให้ชัดเจนนั้น ก็อาจนำไปสู่การปรับในหลาย ๆ ด้านจนเกินความจำเป็น แถมยังกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับด้วย

8.ปัญหาด้านซีเคียวริตี้

ถ้าข้อมูลทุกอย่างอยู่บนกระดาษก็ Hack ไม่ได้ คำกล่าวนี้เป็นความจริงอย่างแน่นอน ซึ่งการทำ Digital Transformation ทำให้ข้อมูลทุกอย่างนั้น Hack ได้ และทำให้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยของข้อมูลกลายเป็นรายจ่ายที่บริษัทต้องเสียเพื่อแลกมากับความอยู่รอดในการแข่งขัน

แน่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงย่อมมีทั้งโอกาสและรายจ่าย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแต่พอดี และทำเท่าที่เหมาะสมต่อสภาพธุรกิจก็เป็นทางสายกลางที่ธุรกิจควรเลือกพิจารณา

REFERENCE

http://www.campaignasia.com/article/digital-transformation-7-in-10-apac-companies-havent-really-started/435792

https://www.i-scoop.eu/digital-transformation/

http://economictimes.indiatimes.com/news/industry/tech/ites/digital-transformation-pushing-companies-to-reinvent-it-roles-survey/articleshow/58535238.cms

http://www.zdnet.com/article/eight-obstacles-to-overcome-in-your-digital-transformation-journey/

http://www.mckinsey.com/business-functions/digital-mckinsey/our-insights/digital-transformation-the-three-steps-to-success

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (1)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (1)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Digital Transformation (1)
ในยุคนี้ เชื่อว่าแทบทุกบริษัทจะต้องเคยผ่านตาเรื่องของ “Digital Transformation” กันมาบ้างแล้ว  ซึ่ง Digital Transformation ก็คือการปรับธุรกิจให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของ “เทคโนโลยีดิจิตอล” ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลได้สูงสุด

โดยสิ่งที่ตามมาพร้อม ๆ กับเรื่องของการทำ Digital Transformation อาจเป็นเรื่องของ IoT (Internet of Things), Chatbot, Machine Learning, Cloud, การพัฒนา A.I. ไปจนถึงเรื่องที่เป็นนามธรรมเช่น การปรับวัฒนธรรมองค์กร ให้ตอบรับกับการแข่งขันที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ในโลกยุคต่อไปที่  ไม่เพียงแต่ รูปแบบการแข่งขันเท่านั้นที่เปลี่ยน พฤติกรรมของผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนด้วย

หลายคนอาจพอสังเกตได้ว่า ผู้บริโภครอบตัวนั้นเปลี่ยนไป แต่หากให้ชัดเจนกว่านั้นเรามีตัวเลขจากองค์กรที่ทำการ สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคมาฝากกัน เริ่มจาก App Annie ที่เพิ่งเปิดตัวเลขการใช้งานแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนใน 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ อินเดีย บราซิล จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น และเม็กซิโก ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่ง App Annie เผยว่า ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในยุคนี้ใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นเวลานานขึ้น (ประเทศที่นานที่สุดคือเกาหลีใต้ เฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ๆ ต่อวัน) เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในแต่ละวัน ผู้ใช้สมาร์ทโฟนใช้แอปพลิเคชันเฉลี่ยวันละ 9 แอปพลิเคชัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 30 แอปพลิเคชัน

ด้านโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ก็เปิดตัวเลขชุดหนึ่งออกมาเมื่อเร็วๆ นี้เช่นกัน โดยระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Facebook เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 299 ล้านคน แต่มีถึง 174 ล้านคนที่เล่น Facebookผ่านสมาร์ทโฟนอย่างเดียว (คนเหล่านี้ถูกจัดเข้าไปในกลุ่ม Mobile-only ไม่ใช่ Mobile-First แล้ว) มากไปกว่านั้น 8 ใน 10 ของคนไทยที่อาศัยในตัวเมืองและชนบทมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง และคนไทยใช้เวลาบนมือถือเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 40 นาทีต่อวัน (รายงานตัวตนของผู้ใช้สมาร์ทโฟนประจำปี 2558 ของบริษัท Vserv เมื่อเดือนมกราคม 2559)

ตัวเลขเหล่านี้ เราคงพอมองเห็นแล้วว่า ผู้บริโภคในยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปในด้านใด และทำไมการทำ  Digital Transformation จึงจำเป็นต่อองค์กรธุรกิจ

อย่างไรก็ดี มีอีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ การสำรวจจาก OgilvyRED ที่พบว่า เฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น มีองค์กรธุรกิจเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าพวกเขา ทำ Digital Transformation แล้วและสามารถส่งมอบประสบการณ์ดิจิตอลแก่ผู้บริโภคได้แล้ว โดยอีก 62เปอร์เซ็นต์ นั้นบอกว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนอีก 12เปอร์เซ็นต์บอกว่า มีแผน และกำลังจะเริ่มต้นทำ

ที่น่าสนใจคือ การสำรวจนี้พบว่า มีองค์กรธุรกิจอีก 7เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่า ยังไม่ได้เริ่มต้นศึกษาใด ๆ เลย

ช้า ๆ ไม่ได้พร้าสักเล่ม

ความน่ากลัวของยุค Digital ก็คือ ผู้ที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วคือผู้ชนะ เรื่องนี้เจมส์ ไบล์ฟิลด์ (James Bilefield) ที่ปรึกษาของ McKinsey และเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการทำ Digital Transformation เป็นผู้กล่าวเอาไว้ โดยเขามองว่า สิ่งที่ทำให้องค์กรขนาดใหญ่หลายรายถูกยุคดิจิตอลกลืนกินเป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่องช้า และบอร์ดบริหารที่ไม่เข้าใจความสำคัญของ “Live Data”

โดยไบล์ฟิลด์กล่าวว่า องค์กรที่มีลักษณะเช่นนี้ จะประเมินคู่แข่งรุ่นใหม่ที่โดยมากเป็นสตาร์ทอัปจาก “มูลค่าตลาด” แน่นอนว่า สตาร์ทอัปเหล่านี้ในช่วงเริ่มแรก ส่วนแบ่งตลาด – สินทรัพย์ของบริษัทยังไม่สูงมาก จึงทำให้องค์กรขนาดใหญ่เกิดความชะล่าใจ

แต่ความชะล่าใจและคิดว่าตนเองนั้นยังไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร คือจุดจบของบริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้วนักต่อนัก

ประสบการณ์ของไบล์ฟิลด์ที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลง “วัฒนธรรมองค์กร” คือสิ่งที่ยากที่สุดในการทำ Digital Transformation ซึ่งอาจอธิบายเพิ่มได้ว่า แม้ว่าองค์กรจะมีแผนในการพัฒนาธุรกิจเป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม แต่ในยุค Digital Transformation นั้น ธุรกิจจะต้องสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของสตาร์ทอัป ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่แบบที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

ไบล์ฟิลด์ยังแนะนำต่อด้วยว่า องค์กรจะพร้อมต่อสู้ในยุค Digital Disruption ได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมองความเปลี่ยนแปลงเป็น “เรื่องปกติ” โดยเขาได้ยกตัวอย่างการทำให้องค์กรเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ จนพนักงานรู้สึกเคยชินว่าสามารถทำได้หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม – รูปแบบการทำงาน การควบกิจการ การซื้อบริษัทอื่น การโปรโมตพนักงาน การกำหนดเป้าหมายที่แปลกใหม่กว่าที่เคยทำมา ฯลฯ

ตอนต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า แล้วจะทำ Digital Transformation อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ที่เราจะมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันครับ

 

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Facebook F8 Conference 2017

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงระยะเวลาสิบกว่าปี โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ก็กลายเป็นแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีตัวเลขผู้ใช้งานเกือบสองพันล้านคนทั่วโลก ซึ่งในยุคที่ผ่านมา Facebook อาจเติบโตมากับการพึ่งพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือ iOS รวมไปถึงระบบปฏิบัติการ Windows บนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปเป็นสำคัญ แต่ในยุคต่อไป จากการแสดงวิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg ซีอีโอคนดังในงาน F8 Conference เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีความเป็นไปได้ว่า Facebook จะเติบโตได้มากขึ้นบนแพลตฟอร์มของตนเอง ผ่านเทคโนโลยีใน 4 กลุ่มที่เรานำมาฝากกันวันนี้

1) AR Studio

Facebook บอกว่าในยุคต่อไปจะเป็นยุคของ Augmented reality หรือการนำภาพดิจิตอลขึ้นมาซ้อนทับภาพในโลกจริงกันมากขึ้น และเพื่อเตรียมการสู่การแข่งขันนั้น Facebook ได้สร้างแพลตฟอร์ม AR สำหรับนักพัฒนาขึ้นมารองรับเรียบร้อย

ซึ่งการมีแพลตฟอร์ม AR ให้นักพัฒนานั้นมีผลในเรื่องจิตใจ และทำให้นักพัฒนาหันมาอยู่กับ Facebook มากขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนเทคโนโลยีเช่น Image Recognition เอง

นอกจากนั้น Facebook ยังมาพร้อมของเล่นใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี AR ด้วย ยกตัวอย่างเช่น สติ๊กเกอร์ หรือกรอบรูปดิจิตอลที่แบรนด์สามารถสร้างสรรค์ได้เอง

2) Messenger มาเจอ Bots

Messenger เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันลูกรักของ Facebook โดยจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาปรับปรุงให้กับ Messenger อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกลุ่มและรับชำระเงินระหว่างกันได้ การใส่ Dislike ลงใน Messenger (Dislike เป็น Reaction ที่ผู้ใช้งาน Facebook ร้องขอให้ Facebook ทำมานานมากแล้ว)

แต่นอกจากการพัฒนาข้างต้น Messenger ในยุคต่อไปยังรองรับการทำงานกับ Bots ด้วย โดยในกลุ่มแชทที่ตั้งขึ้นนั้น สามารถเพิ่ม Bots จากแบรนด์ต่าง ๆ ลงไปในกลุ่มเพื่อให้บริการได้แล้วนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ตั้งกลุ่มเพื่อไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ แทนที่จะถกเถียงกันเรื่องที่พัก ก็อาจโยนหน้าที่นี้ให้ Bots จาก Airbnb ไปหาที่พักมานำเสนอ หรือถ้าเป็นกลุ่มที่ชอบอ่านข่าว ถกเถียงเรื่องข่าวก็อาจเพิ่ม Bots จาก CNN ลงมาได้เช่นกัน

รายงานจาก BBC วิเคราะห์ว่า Facebook น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก WeChat แอปพลิเคชันส่งข้อความจากประเทศจีน ซึ่งสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายภายในกรุ๊ปแชท ทั้งจองตั๋วคอนเสิร์ต จองโต๊ะดินเนอร์ จองรถยนต์ให้มารับ ฯลฯ นั่นเอง

3) ใช้ VR รวมกลุ่มเพื่อน

Mark Zuckerberg เคยบอกว่ารู้สึกเสียดายที่เมื่อก่อนไม่ได้พัฒนา OS เป็นของตัวเอง แต่สำหรับยุคของ VR (Virtual Reality) ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วนั้น คงไม่ใช่ข้อเสียเปรียบของ Facebook อีกต่อไปแล้ว

โดย Facebook เลือกที่จะส่ง Facebook Spaces ที่ให้ผู้ใช้งานแปลงร่างเป็นอวาตาร์ และเข้ามาแฮงค์เอาท์ด้วยกันบนโลกเสมือนจริง ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากการรวมตัวบนโลกจริงมากมาย เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทาง ดังนั้น ต่อให้เพื่อน หรือญาติพี่น้องแยกย้ายกันไปคนละประเทศ พวกเขาก็สามารถรวมตัวกันได้เสมอ

และนั่นทำให้ Facebook มอง VR เอาไว้ในฐานะของ Social Platform ไม่ใช่เอาไว้ใช้เล่นเกมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

4) เปิด Workplace ให้ใช้ฟรี

Facebook Workplace เวอร์ชันฟรีมีแผนจะเปิดให้ใช้งานกันในช่วงสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าจะทำให้เครื่องมืออย่าง Slack ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Workplace และต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานสิ้นประสิทธิภาพกันเลยทีเดียว

มากไปกว่านั้น หากต้องการเพิ่ม Bots ต่าง ๆ เข้าไปใน Workplace ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยแทนที่จะขอให้เพื่อนร่วมงานส่งไฟล์ให้ เราอาจใช้ Bots ให้เข้าไปดึงไฟล์ต่าง ๆ ให้แทนได้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการพัฒนาความสามารถเพื่อรองรับทั้งการใช้งานแบบส่วนบุคคลและการทำงานในโลกธุรกิจเอาไว้เป็นอย่างน่าสนใจ รวมถึงมีการดึงพาร์ทเนอร์จากหลาย ๆ แบรนด์ลงมาเป็นผู้เล่นบนแพลตฟอร์มของตัวเองอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้ Facebook ก้าวขึ้นสู่การเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลไม่ต่างจากแอปเปิล กูเกิล หรือไมโครซอฟท์แล้วอย่างเต็มภาคภูมิ

แหล่งที่มา : http://www.bbc.com/news/technology39637823